www.tharaediocese.org

วันเสาร์, 03 มิถุนายน 2560 09:25

พระคุณ และ ผล ของพระจิตเจ้า

Written by 
Rate this item
(0 votes)

b 13 copy resize 1

. พระดำริ (หรือปรีชาญาณ) (Wisdom)

  • คือพระคุณที่ทำให้เรารู้สึกในอรรถรสของพระเจ้าและสิ่งสร้าง ทั้งช่วยเราให้สามารถแยกแยะความดีจากความชั่ว เมื่อเรารับพระเจ้า เราสามารถสัมผัสความรักของพระเจ้า และเห็นคุณค่าของทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างมาในธรรมชาติ   เช่น เราจะรู้สึกว่าพระเจ้าทรงอยู่ใกล้ชิดเราเมื่อเราได้ยินเสียงใบไม้ไหว หรือเมื่อมองเห็นดาวกระพริบอยู่บนท้องฟ้าในเวลากลางคืน
  •  สำหรับผู้ที่ได้รับปรีชาญาณ ชีวิตของตนแม้ต่ำต้อยหรือปกติที่สุด ก็เป็นสิ่งน่าพิศวง เพราะรู้สึกว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาจากพระเจ้า    ในสมัยกลาง อิสอัค นักบวชชาวอังกฤษคนหนึ่ง เคยกล่าวว่า "โลกนี้เป็นประโยชน์สองประการสำหรับมนุษย์ คือเลี้ยงเราและสอนเรา" พระจิตเจ้าทรงจัดให้สิ่งของในโลกมีไว้ ไม่เพียงแต่เป็นอาหารเลี้ยงท้อง แต่เป็นอาหารเลี้ยงวิญญาณอีกด้วย ทุกสิ่งในโลกเป็นข่าวสารของพระเจ้าสำหรับเรา ผู้ที่ได้รับพระคุณแห่งปรีชาญาณนี้ สามารถรับสื่อเหล่านี้ และได้เรียนรู้ เช่น ดอกไม้ส่งกลิ่นนำความชื่นชมอย่างเงียบ ๆ ตะวันขึ้นทุกวันแม้ไม่มีใครมาตั้งใจชม กระแสน้ำที่ไหลเป็นนิจ นกร้องเหมือนกับคนอธิษฐานภาวนาอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างง่าย ๆ ของการเรียนรู้
  • ปรีชาญาณยังช่วยเราให้สามารถแยกแยะความดีจากความชั่ว กษัตริย์ซาโลมอนได้รับปรีชาญาณเมื่อทรงอธิษฐานภาวนาว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์ ข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไรถูก ขอพระองค์ประทานใจที่อ่อนน้อม ว่านอนสอนง่าย เพื่อจะสามารถแยกแยะความดีจากความชั่ว”
  • ดังนั้น ปรีชาญาณเป็นพระคุณที่ส่องแสงในจิตใจมนุษย์ และช่วยอธิบายความหมายของชีวิต อังเดร ฟอร์ซารด์ นักเขียนชาวฝรั่งเศส ก่อนจะตาย ได้เขียนว่า "มนุษย์ได้อำนาจมากกว่าปรีชาญาณ ถ้าไม่กลับใจ ในไม่ช้าก็จะประพฤติเหมือนสัตว์" ถูกของเขา ทุกอย่างที่มนุษย์สมัยนี้ได้ประดิษฐ์ขึ้นมา ก็มีไว้เพื่อขยายสมรรถภาพฝ่ายกาย เช่น โทรทัศน์ขยายความสามารถในการมองของตา รถยนต์ขยายความสามารถที่จะเดินของเท้า โทรศัพท์ก็มีไว้เพื่อขยายความสามารถในการฟังของหู
  • แต่การขยายสมรรถภาพของร่างกายเช่นนี้ไม่ได้ส่วนกับการขยายสมรรถภาพของวิญญาณ มีแต่ปรีชาญาณเท่านั้นที่สามารถช่วยเราให้เห็น ให้ใช้สิ่งประดิษฐ์น่าทึ่งเหล่านี้อย่างถูกต้อง คือ ช่วยเราให้รู้จักใช้ทุกสิ่งเพื่อแสดงความรักที่มาจากพระเจ้าแก่ผู้อื่น ปล่อยให้ความรักของพระองค์ครอบครองจิตใจของเราและของมนุษย์


2. สติปัญญา (Understanding)

  • คือพระคุณที่ทำให้เราเข้าใจในความจริงที่ต้องเชื่อและต้องปฏิบัติตาม เป็นพระคุณที่ช่วยเรามิให้เป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา แต่แสวงหาความจริงของทุกสิ่งอย่างลึกซึ้ง ดังที่ท่านนักบุญเปาโลเขียนไว้ว่า "พระจิตเจ้าทรงหยั่งรู้ทุกสิ่งทุกอย่างแม้กระทั่งสิ่งที่ลึกล้ำของพระเจ้า" (1คร 2:10)
  • พระพรนี้ช่วยเราให้พ้นพฤติกรรมของคนทั่วไปนับตั้งแต่เด็กมา คือ สลวนสนใจเพียงเรื่องภายนอก เช่น ความสวยงาม การแต่งตัว ทรัพย์สมบัติ ความนิยมชมชอบ การได้หน้าได้ตา เกียรติยศชื่อเสียง พระพรนี้ช่วยให้เราพ้นจากโรคเหล่านี้ที่ขึ้นสมองของคนทั่วไป ทำให้เราเป็นคนหนึ่งที่มองเห็นคุณค่าที่สูงกว่านั้นในทุกสิ่ง
  • พระคุณแห่งสติปัญญายังช่วยเราให้เข้าใจพระคัมภีร์ พระวาจาของพระเจ้าอย่างถูกต้อง ตามพระสัญญาของพระคริสตเจ้าที่ตรัสว่า "เมื่อพระจิตเจ้าแห่งความจริงจะเสด็จมา พระองค์จะนำทางท่านทั้งหลายไปสู่ความจริงทั้งหมด" (ยน 16:13)
  • นอกจากนั้น สติปัญญาจะช่วยเราให้เข้าใจคำสอนของธรรมประเพณีที่มีชีวิตชีวาในพระศาสนจักร จะเห็นได้ว่าธรรมล้ำลึกต่างๆ  เช่น เรื่องการเนรมิตสร้าง  การกอบกู้  การคืนชีพหลังความตาย รวมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างงดงาม และรับแสงสว่างจากพระวาจาของพระเจ้าอยู่เสมอ พระคุณแห่งสติปัญญานี้เอง ปลุกความเชื่อในใจของเรา ทำให้เราทราบว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นพระเจ้า "หากพระจิตเจ้ามิได้ทรงดลใจ ก็ไม่มีผู้ใดสามารถกล่าวได้ว่า พระเยซูคือองค์พระผู้เป็นเจ้า" (1คร 12:3)


3. ความคิดอ่าน (Counsel)

  • คือพระคุณที่ทำให้เราตัดสินใจปฏิบัติตามแผนการของพระเจ้า คือช่วยเราให้ค้นพบหนทางชีวิตที่ถูกต้อง ให้รู้ว่าพระองค์ทรงต้องการอะไรจากเรา เพราะพระเจ้าทรงมีแผนการสำหรับมนุษย์แต่ละคน การค้นพบแผนการนี้เป็นเงื่อนไข เพื่อจะประสบความสำเร็จในชีวิต ความคิดอ่านช่วยเราให้แยกแยะ สิ่งที่ถาวรจากสิ่งที่ชั่วคราว ช่วยเราให้รอบคอบในการเลือกวิถีชีวิตโดยไม่ผิดพลาด เช่น จะตัดสินใจแต่งงาน บวช หรือดำเนินชีวิตโสด ฯลฯ
  • พระพรนี้ยังช่วยเราให้เคารพอิสรภาพของผู้อื่นในการเลือกหนทางชีวิต ขณะที่ช่วยเขาให้เลือกดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้าในทุกกรณี ที่จริงมนุษย์มีความสามารถมากมาย แต่เราใช้สมรรถภาพนั้นน้อยเกินไป เพราะขาดการตัดสินใจแน่วแน่ เช่น เด็กอายุ 3 ขวบที่อยู่กับคน 10 คนในครอบครัว แต่ละคนพูดภาษาคนละภาษากับเด็ก เด็กคนนี้สามารถโต้ตอบกับทุกคนในภาษาต่างๆ ได้
  • นักจิตวิทยามีความเห็นพ้องต้องกันว่า มนุษย์เราพัฒนาความทรงจำความสามารถที่จะรัก และความสามารถที่จะสนใจในเรื่องอื่น ๆ น้อยเหลือเกิน พระพรแห่งความคิดอ่านช่วยเรามิให้ละทิ้งสมรรถภาพนี้ไว้ให้เปล่าประโยชน์


4. พละกำลัง (Fortitude)

  • คือพระคุณที่ช่วยเราให้มีความกล้าหาญ ความมั่นคง และความซื่อสัตย์ในความเชื่อ สามารถต่อสู้กับศัตรูฝ่ายวิญญาณได้ หนังสือกิจการอัครสาวกแสดงชัดว่าเมื่อบรรดาอัครสาวกได้รับพระจิตเจ้าแล้วในวันเปนเตกอสเต ก็ได้รับพละกำลังที่จะประกาศพระคริสตเจ้าอย่างกล้าหาญ และได้ดำเนินชีวิตเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้าอย่างเปิดเผย หากมนุษย์ไม่มีความกล้าหาญหรือพลังภายในเช่นนี้ เขาจะไม่กล้าประพฤติผิดแผกจากคนทั่วๆ ไป เขาจะเป็นคนขี้ขลาด ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นหรือช่วยคนอื่น เขาจะประนีประนอมในทุกกรณี แตร์ตูเลียน ปิตาจารย์ในศตวรรษที่สาม เคยเปรียบเทียบพระจิตเจ้ากับโค้ชของนักกีฬาว่า โค้ชจะสอนนักกีฬาของตนว่า เขาจะต้องรู้จักออกแรงจนเหน็ดเหนื่อย เขาจะไม่สามารถได้เหรียญทองหากไม่มีเหงื่อออก ถ้าเขามุ่งมั่นเขาจะไม่รู้สึกเบื่อหน่ายจำเจในการฝึกฝน
  • ฉะนั้น พระคุณแห่งพละกำลังที่เรารับจากพระจิตเจ้าช่วยเราให้ปฏิบัติตาม ข้อความบนป้ายที่ติดไว้บนฝาผนังในบ้านของคุณแม่เทเรซา แห่งกัลกัตตา ที่ว่า "มนุษย์นั้นบ่อยครั้งทำอะไรไม่มีเหตุผล เห็นแก่ตัว ช่างมัน…จงรักเขาเถิด ถ้าท่านทำความดี ผู้อื่นอาจคิดว่า ท่านหวังจะได้ประโยชน์ ช่างมัน…จงทำความดีเถิด  ถ้าท่านประสบความสำเร็จ ท่านจะพบว่ามีทั้งมิตรเทียมและศัตรูแท้ ช่างมัน…พยายามทำให้สำเร็จ  ความดีที่ท่านทำวันนี้พรุ่งนี้ก็จะถูกลืม ช่างมัน…จงทำความดีเถิด       ความสุจริตและจริงใจจะทำให้ท่านถูกเอาเปรียบ ช่างมัน...จงเป็นผู้สุจริตและจริงใจเถิด  สิ่งที่ท่านได้สร้างขึ้นเป็นเวลานานอาจจะถูกทำลายในพริบตา ช่างมัน…จงสร้างขึ้นเถิด     ถ้าท่านช่วยคนอื่น เขาอาจจะไม่พอใจท่าน ช่างมัน…จงช่วยเขาเถิด ถ้าท่านทุ่มเทตนเองอย่างดีที่สุดแก่ผู้อื่นเขาอาจจะเตะท่านทิ้ง ช่างมัน…จงทุ่มเทตัวเองอย่างดีที่สุดเถิด"


5. ความรู้  (Knowledge)

  • คือพระคุณที่ช่วยเราให้รู้จักพระเจ้าและทุกสิ่งที่เกี่ยวกับพระองค์ ความรู้นี้เป็นโลกทัศน์ที่มาจากการพบปะกับพระเจ้าผู้ทรงเปลี่ยนแปลงใจและชีวิตของมนุษย์ อาศัยพระพรนี้นักเทววิทยาสามารถอธิบายความจริงที่เราเชื่ออย่างเป็นระบบ และสามารถเข้าใจเครื่องหมายของกาลเวลา ที่แสดงพระประสงค์ของพระเจ้าให้แก่เรา ในทุกวันนี้ เป็นพระพรซึ่งผู้สอนคำสอนต้องรับเพื่อจะเป็นอาจารย์แห่งความเชื่อให้แก่ผู้อื่น พระพรนี้ทำให้เรารักพระเจ้าและทุกสิ่งมากยิ่งขึ้น
  • คอสตอเยสกี นักเขียนเรืองนามชาวรัสเซียคนหนึ่งคงจะได้รับพระคุณนี้เมื่อได้เตือนผู้อ่านว่า "พี่น้องทั้งหลาย จงรักสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างทั้งมวล ทั้งส่วนรวมและทีละสิ่งเหมือนเม็ดทรายทีละเม็ด จงรักใบไม้แต่ละใบ จงรักแสงแดด ต้นไม้ สัตว์ และทุกสิ่ง โดยเฉพาะ จงรักเด็ก เพราะเขามีชีวิตเพื่อชำระจิตใจของท่าน และทำให้ท่านรู้สึกอ่อนโยน"


6. ความศรัทธา (Piety)

  • คือพระคุณที่ทำให้จิตใจของเรายอมนมัสการพระเจ้า แสดงคารวะกิจพิเศษต่อพระองค์ ยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นพระบิดา ทรงเป็นจุดเริ่มต้นและจุดสุดท้าย ของพระพรทุกอย่าง ความศรัทธา คือความรู้สึกอ่อนโยนต่อพระเจ้า รักพระองค์เหนือสิ่งอื่นใด และปรารถนาที่จะถวายเกียรติแด่พระองค์ในทุกสิ่งที่เรากระทำ พระเมตตาที่พระองค์ทรงมีต่อเราใหญ่ยิ่ง ทรงมีพระประสงค์ให้เราตอบสนองความรักต่อพระองค์ ผู้มีความศรัทธาไม่เพียงแต่แสวงหาความบรรเทาใจจากพระเจ้า ยังปรารถนาที่จะร่วมสุขร่วมทุกข์กับพระองค์อีกด้วย
  • ความศรัทธาช่วยเราให้ทนความทุกข์ยากลำบาก เช่น เมื่อบีโทเฟน นักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่มีอายุ 46 ปี เกิดหูหนวกสนิท เขารู้สึกสิ้นหวัง แต่อาศัยความศรัทธาที่เขายังมีต่อพระเจ้า เขายังพบพละกำลังที่จะเอาชนะความผิดหวังได้ เขาเขียนดนตรีอมตะชิ้นหนึ่งที่เรียกว่ามิสซาสง่า โดยใช้เวลาสองปีในการเขียนงานชิ้นนี้ หลังโน้ตตัวสุดท้ายเขาเขียนว่า "พระเจ้าทรงเป็นป้อมปราการอันมั่นคงของข้าพเจ้า"
  • เมื่อเราเชื่อมั่นว่าพระเจ้าทรงเป็นพระบิดาของเรา เราไว้วางใจพระองค์เหมือนกับลูกรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ในอ้อมแขนของพ่อของตน ดัง การ์โล คาเรตโต เขียนไว้ว่า "ถ้าพระเจ้าเป็นพระบิดาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็มีคุณค่าและมีศักดิ์ศรีที่แท้จริงในพระองค์ ถ้าพระเจ้าทรงเป็นพระบิดาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่ถามพระองค์ว่า ทำไม…? ทำไม…? แต่จะบอกเพียงว่า พระองค์ทรงทราบ ถ้าพระเจ้าทรงเป็นพระบิดาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่คิดว่าเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตเกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นเครื่องหมายแสดงความรักของพระองค์ ถ้าพระเจ้าทรงเป็นพระบิดาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่หมดความเชื่อ เมื่อเผชิญหน้ากับภัยธรรมชาติ คือ เมื่อไม่สามารถเห็นความสัมพันธ์ระหว่างความรักของพระเจ้า และความทุกข์ยากลำบากที่ข้าพเจ้ากำลังประสบอยู่ พระเจ้าทรงเป็นเจ้านายของจักรวาล แม้แผ่นดินสะเทือนและแม่น้ำจะไหลท่วม พระองค์ทรงเป็นพระบิดา แม้ความหนาวจะทำให้มือแข็งหรืออุบัติเหตุจะทำให้พิการตลอดชีวิต" นี่คือตัวอย่างของพลังอำนาจของพระคุณความศรัทธา


7. ความยำเกรงพระเจ้า (Fear of the Lord)

  • คือพระคุณที่ช่วยให้เรามีจิตสำนึกในความยิ่งใหญ่และศักดิ์ศรีสูงส่งของพระเจ้า พระเจ้าทรงพระทัยดี และทรงเป็นพระบิดา ทั้งยังทรงพละกำลัง ทรงพลานุภาพ เราจึงต้องเคารพและนอบน้อมเชื่อฟังพระองค์ ดำเนินชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระองค์ สลวนที่จะทำให้พระองค์พอพระทัยมากกว่าทำให้มนุษย์พอใจ นักบุญเปาโลเตือนเราว่า "อย่าหลอกลวงตนเอง เราจะเยาะเย้ยพระเจ้าไม่ได้" (กท 6:7)
  • ผู้ที่ไม่เคารพพระเจ้าก็จะไม่เคารพมนุษย์อีกด้วย ดังที่ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ได้พิสูจน์แล้ว ความยำเกรงพระเจ้ายังสอนเราว่า เราไม่สามารถทำตามใจชอบ เราไม่ใช่เจ้าของความดีและความชั่ว เราไม่สามารถทำให้ความอธรรมกลับเป็นความชอบธรรม ทำให้สิ่งที่ผิดกลับเป็นสิ่งที่ถูก ทุกครั้งที่เราไม่เคารพสิ่งที่มีค่าในชีวิต ก็เท่ากับว่าเราไม่เคารพพระเจ้าผู้ทรงเป็นต้นกำเนิดของคุณค่าเหล่านั้น
  • ความยำเกรงพระเจ้าทำให้เรารู้ว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้พิพากษาทุกสิ่งทุกอย่าง พระองค์ไม่ทรงใช้มาตรการของมนุษย์ที่มักจะตัดสินว่า ผู้มีอำนาจและผู้ประสบความสำเร็จเท่านั้นมีคุณค่า แต่พระองค์ทรงรักเราอย่างที่เราเป็น และทรงช่วยเราให้พ้นจากสิ่งที่จะทำลายเรา เพื่อจะได้สิ่งที่ดีจริงสำหรับเรา ความยำเกรงพระเจ้าจึงเป็นความรักเยี่ยงลูก ซึ่งเกรงจะทำเคืองพระทัยพระบิดา


คุณพ่อไกส์ (สู่ปี 2000 ฉบับที่ 9)

ผลของพระจิตเจ้า(Fruit of holy spirit)

บุคคลที่มีพระจิตประทับอยู่จะส่งผลดังต่อไปนี้
fruit-of-the-spirit1.ความรัก (Love) เป็นความรู้สึกที่มากกว่าแค่อารมณ์ ความรู้สึกที่อบอุ่น ความรักที่เกิดจากพระจิตเจ้านั้นเป็นกิจการที่มาจากน้ำใจดีที่หยิบยื่นให้กับทุกคน

  • ความรัก    เป็นความรักแบบนักบุญเปาโลได้กล่าวสดุดีไว้ในจดหมายถึงชาวโครินธ์ฉบับที่หนึ่ง บทที่สิบสาม “ความรักย่อมอดทน  มีใจเอื้อเฟื้อ  ไม่อิจฉา ไม่โอ้อวดตนเอง ไม่จองหอง  ไม่หยาบคาย ไม่เห็นแก่ตัว  ความรักไม่ฉุนเฉียว  ไม่จดจำความผิดที่ได้รับ  ไม่ยินดีในความชั่ว  แต่ร่วมยินดีในความถูกต้อง  ความรักให้อภัยทุกอย่าง  เชื่อในทุกอย่าง หวังในทุกอย่างอดทนทุกอย่าง” (1คร 13:4-7)

2. ความชื่นชมยินดี (Joy) เป็นความมั่นใจที่อยู่ในส่วนลึกของจิตใจและเป็นการมองโลกในแง่ดีไม่สั่นคลอนแม้นจะอยู่ในความยากลำบาก

  • ความชื่นชมยินดี    ทุกคนย่อมจะรู้ดีว่าความยินดีทำให้ชีวิตเป็นสุข  การยิ้มจึงไม่ใช่เรื่องของเด็กๆ การยิ้มเป็นประโยชน์สำหรับสุขภาพกายและสุขภาพจิต  พระเจ้าเองก็ทรงยิ้ม (สดด 2:4) พระคัมภีร์เต็มไปด้วยความยินดี  ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่อย่างเดียวมีกล่าวถึงความยินดี 250 ครั้ง

3. ความสงบสันติ  (Peace) ความรู้สึกสงบเยือกเย็นนิ่งแม้จะมีปัญหาหรืออุปสรรคใด

  • ความสงบ   พระจิตคือผู้ที่รวบรวมให้เป็นหนึ่งเดียวกัน  พระจิตทรงทำให้ทุกคนเป็นหนึ่งเดียว เข้ากันได้  และมีสันติ “เราทุกคนที่ได้รับการล้างมารวมกันเข้าเป็นร่างกายเดียวกัน  ไม่ว่าจะเป็นทาสหรือไทยก็ตาม เราทุกคนต่างได้รับพระจิตเจ้าพระองค์เดียวกัน” (1คร 12:13)

4. ความอดทน (Patience) ทนได้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการท้าทายหรือความยากลำบากต่างๆ โดยไม่บ่นว่า โกรธหรือแก้แค้น

  • ความอดทน  ความอดทนก่อให้เกิดความปรีชาฉลาด  ภาษิตให้บทสอนเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ดี “เพื่อจะย่อยอาหารได้ดี  ต้องเคี้ยวแม้กระทั่งน้ำซุปด้วย”  “ความอดทนมีฟันเหล็ก  สามารถเคี้ยวก้อนหินให้ละเอียดได้”

5. ความเมตตา (Goodness) มีความรักและเอ็นดูปรารถนาให้ผู้อื่นได้สุข

  • ความเมตตา   การให้อภัยเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่โลกต้องการมากที่สุด  ในศตวรรษนี้การให้อภัยคือการอยู่รอดเพียงอย่างเดียวของมนุษย์

6. ความใจดี (Kindness) มีใจเมตตากรุณา  ไม่โกรธง่าย  เห็นอกเห็นใจคนอื่น ให้ความช่วยเหลือผู้ที่มีความต้องการโดยไม่หวังผลตอบแทน

  • ความใจดี    ความใจดีคือคุณภาพของจิตใจที่ทำให้เราพร้อมจะทำความดีและหลีกหนีความชั่ว

7. ความซื่อสัตย์ (Faithfulness) มีความสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า มีความสัมพันธ์ต่อพระเจ้าอย่างลึกซึ้ง   มีความไว้วางใจและนอบน้อมต่อพระเจ้า

  • ความซื่อสัตย์   คำว่า “ซื่อสัตย์” หมายความว่า  ความมั่นคงในความรัก เป็นลักษณะเด่นของผู้ที่ถือตามคำสัญญา  ตรงกันข้ามกับคำว่า “ทรยศ” เพื่อที่จะมีความซื่อสัตย์จะต้องมี “ความกล้าหาญ”  “ความหนักแน่น” ต้องกล้าหาญเพื่อจะได้ชนะความยากลำบากต่างๆ และต้องหนักแน่นเพื่อจะได้มั่นคงตลอดไป  ใครก็ตามที่ดำเนินชีวิตในพระจิตจะไม่เป็นคนอ่อนแอเด็ดขาด

8. ความสุภาพอ่อนโยน (Gentleness) นอบน้อม  ถ่อมตน  ไม่จองหอง  ไม่เห็นแก่ตัว หรือปกป้องตนเองตลอดเวลา หรืออวดตัว

  • ความอ่อนโยน     ความอ่อนโยนเป็นลักษณะเด่นของพระเยซูเจ้าผู้ทรงประกาศมหาบุญลาภข้อที่สาม “ผู้มีใจอ่อนโยนย่อมเป็นสุข  เพราะเขาจะได้รับแผ่นดินเป็นมรดก” (มธ 5:5) และทรงประกาศว่าพระองค์ทรงเป็นผู้  “มีใจสุภาพและอ่อนโยน” (มธ 11:29)
  • คนที่มีใจอ่อนโยนคือคนที่ใจดี  น่ารัก พร้อมจะให้อภัยและสุภาพ  ความอ่อนโยนทำให้คนเป็นสุภาพบุรุษและปรีชาฉลาด

9. การรู้จักควบคุมตนเอง (Self-Control) รู้จักประมาณตนเอง และรักษาสมดุลในชีวิต รู้กาลเทศะ  อะไรควรทำหรือควรละเว้น

  • คุณแม่เทเรซาแห่งกัลกัตตากล่าวว่า “ความโกรธทำลายชีวิตและความสุขของคนจำนวนมาก ความโกรธทำให้เกิดความเครียดและทำให้ชีวิตสั้นลง"
Read 27 times Last modified on วันเสาร์, 03 มิถุนายน 2560 09:33

อัครสังฆมณฑลท่าแร่ หนองแสง

  • พระอัครสังฆราช หลุยส์จำเนียร สันติสุขนิรันดร์
  • อุปสังฆราช คุณพ่อ อันตน วีรเดช ใจเสรี 

ที่ตั้งสำนักมิสซัง

  • 362 หมู่ 2 ถนนสกล-อุดร ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร 47000
  • โทรศัพท์ : (042) 711-272
  • โทรสาร -: (042)712 023

    ผู้ดูเเลเว็บไซต์ 

ติดตามข่าวสารทาง Social Media

ติดตามข่าวสารมิสซัง อัพเดททันเหตุการณ์.
 

เว็บหน่วยงานศาสนจักร

คุณอยู่ที่: Home บทความ บทความประจำวัน พระคุณ และ ผล ของพระจิตเจ้า